ตอนนี้ไม่ค่อยว่างกำลังมีความรัก
อดใจรอหน่อยแล้วจะมาเล่าให้ฟัง พร้อมกับงานแบบโลกา
Thursday, March 23, 2006
Tuesday, January 31, 2006
Friday, January 27, 2006
ไกย่างถูกเผา
(ไปลอกมาจากไหนไม่รู้ว่ะ ชอบๆ)
ไก่ย่างถูกเผา….ไก่ย่างถูกเผาเสียบก้นซ้าย …อ่ะ…เสียบก้นขวาร้อน…จริงๆ……ร้อน..จริงๆ..ร้อนจริงๆ……..….
“ ถ้าเรื่องแค่นี้ ยังทำไม่ได้ “ว้ากเกอร์รุ่นพี่คนนั้น ยังคงคำรามต่อไป หลังจากที่ได้พล่ามจนน้ำลายแตกเป็นฟองฟ่อด จับเป็นกลุ่มขาวที่มุมปาก
“ มึงก็ไปตายซะเหอะ”………………
แมน ไม่เคยคิดเลยว่า นอกจากการสอบเอนทรานส์ที่ค่อนข้างลำบากยากเย็นผ่านไปแล้ววันแรกที่เข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัย ที่แมนเคยใฝ่ฝัน จะพาเขาไปสู่ความกระอักกระอ่วนใจอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิตวันสุดท้ายของการสอบเอนทรานส์ แมนและเพื่อนๆที่เรียนมัธยมมาด้วย จับกลุ่มคุยถึงการสอบที่ผ่านไปจนค่ำมืด
หนูหิ่น สาวเก่งประจำกลุ่มผู้มีความหวังค่อนข้างมากกับการสอบเข้าเรียนในภาควิชาเภสัชศาสตร์ พูดถึงการได้ย้ายออกจากบ้านเพื่อเข้าอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ดูเธอไม่มีความกังวลใจใดๆกับการที่ต้องพลัดที่นา คาที่อยู่ ต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อม และการที่ต้องพบกับเพื่อนใหม่ๆ
สิทธิ์ หนุ่มน้อยหน้าสิวผู้เงียบขรึม หากแต่เป็นขวัญใจของเพื่อนๆเสมอ ค่าที่ สิทธิ์ มักจะมีอะไรๆแปลกๆมาฝากเพื่อนเป็นประจำ ไม่ว่าบทความแปลกๆ การอ่านใจของคนจากค่านิยมในการแต่งตัว หรืออาหารการกินสิทธิ์ ตั้งใจจะเป็นสถาปนิก เขาเลือกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ
ฟ้าใส สาวน้อยสดใสวัยร่าเริง ผู้ไม่เคยมีความทุกข์เธอไม่ค่อยแน่ใจนักกับการเลือกเรียนในคณะนิเทศศาสตร์แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังเลือกเอาคณะนี้เป็นที่หมาย ไล่เรียงลำดับลงมาตั้งแต่ จุฬา ธรรมศาสตร์ ศิลปากรเธอดูไม่เป็นกังวลนักสำหรับผลการสอบที่เธอไม่หวังคุณพ่อคุณแม่ผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมีเงินทองมากมายเพียงพอที่จะส่งให้เธอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ใดก็ได้ ทั้งในและนอกประเทศ
ปอนด์ สาวประเภทสองผู้มีความมั่นใจในตัวเองสุดๆกำหนดแนวทางของเธอชัดเจนด้วยการไม่สอบเอนทรานส์เข้ามหาวิทยาลัยเธอเลือกที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฎใกล้บ้าน เพื่อแลกกับการได้ดูแลธุรกิจขายผลไม้ในตลาดโต้รุ่งอันเป็นธุรกิจของครอบครัวอีกอย่าง หนุ่มตุ้งติ้งอย่างเธอ คงพบกับปัญหาในการปรับตัวมากมายหากต้องไปอยู่ไกลบ้านและต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนใหม่ๆ
ก้อย สาวสวย นักคิดผู้เคร่งขรึมเธอเรียนเก่งมาตลอด สอบได้ที่อันดับต้นๆ พูดน้อยแต่ทุกครั้งที่เธอพูด เพื่อนๆต้องหยุดคุยและหันไปฟังเธอพูดเสมอ เพราะสิ่งที่เธอพูดมักจะมีสาระและเรื่องที่ต้องคิด เธอมักจะถูกอุปโลกให้เป็นผู้พิพากษาตัดสินคดียามเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในระหว่างเพื่อนๆหรือแม้แต่ข้อขัดแย้งที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ความคิดเห็นของหมูก้อยจะเป็นความคิดเห็นสุดท้ายที่เพื่อนๆมักถือเอาเป็นข้อสรุปไม่มีใครในกลุ่มล่วงรู้ได้ว่า เธอเลือกคณะและมหาวิทยาลัยไหน
ในการสอบเอนทรานส์ครั้งนี้ทุกคนนั่งคุยกันที่ม้าหินใต่ต้นไม้ใหญ่ที่หน้าโรงเรียนอันเป็นสถานที่สอบเอนทรานส์ผลัดกันเล่าถึงจินตนาการของการได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มุ่งหวังดูทุกคนจะมีความสุข และมีความหวังค่อนข้างมากชีวิตวัยรุ่นอย่างพวกเขา จะมีอะไรน่ากังวลไปกว่า พรุ่งนี้ จะไปทานอะไรกันดีหนังเรื่องใหม่ เข้าฉายเมื่อไหร่ หรือ จะหาแผ่นเพลงที่อยากได้ที่ไหนดีตะวันสิ้นแสงลำสุดท้ายลงแล้ว
ใกล้เวลาที่ทุกคนต้องแยกย้ายกันกลับบ้านแมนเป็นคนแรกที่ขอตัว พาเรือนร่างตุ้ยนุ้ยที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ สตาร์ทรถวิ่งออกไปอย่างเหงาๆ…
“ ไอ้แมนมันเป็นรัยของมันอ่ะ หน้าตายังคนไปกินอึมา” ปอนด์ ตั้งข้อสังเกตขึ้นมาลอยๆ กับเพื่อนที่เหลือ
“มันกลัวอ่ะดิ มีคนบอกมันว่า มหาลัยที่มันเลือกอ่ะ รับน้องกันดุ”สิทธิ์ เฉลย
“เออ นั่นดิ ชั้นว่าแล้ว พอถามว่ามันเป็นรัย มันบอกว่า มันกำลังหาทางลาอาทิตย์แรกตอนเปิดเทอมนี่เพิ่งรู้นะ ว่ามันกลัวพิธีรับน้อง” หนูหิ่นเสริม
“ อ้าว นึกว่ามันเศร้า เรื่องที่ยัยนัดนิดทิ้งมันไปมีแฟนใหม่”ฟ้าใสแสดงความกังขา
“ไม่หรอก มันลืมเรื่องนั้นไปนานแล้ว ตั้งแต่มันหันไปจีบยัยนกมันเครียดเรื่องรับน้องที่มหาลัยน่ะ”ปอนด์ย้ำ
“พวกแกก็อย่าไปเขย่าขวัญมันก็แล้วกัน ปลอบใจมันหน่อย”หมูก้อย สำทับมาเป็นเสียงสุดท้ายทุกคนพยักหน้าเออ ออ แล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน…….…….
แมน ยังนอนไม่หลับ แม้จะเป็นเวลาตีสองของวันใหม่แล้วปกติ หลังทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว แมนใช้เวลาไม่มาก จากมื้อเย็นไปสู่นิทรารมย์แต่ในหลายๆวันมานี้ เขานอนหลับได้ยากเย็นเหลือเกินความคิดของเขายังสับสน ระหว่าง ความกล้าที่จะเผชิญหน้า กับความกลัว ที่ชวนให้เขาหาทางหลบหลีกจากปากคำของเพื่อนๆและคำร่ำลือที่ได้ยินมามหาวิทยาลัยที่เขาสอบเข้าได้นั่น ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของระบบอาวุโส หรือโซตัสที่นั่น การรับน้องมักจะมีเรื่องรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยๆแทบทุกปีมีการรับน้องใหม่ด้วยวิธีประหลาดๆ จนกลายเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ให้เห็นเป็นประจำจากรุ่นสู่รุ่นปีที่พวกพี่ๆเคยเป็นน้องใหม่ เคยโดนมาอย่างไรรุ่นพี่จะจดจำและนำไปลอกเลียนใช้กับการรับน้องใหม่ในปีถัดมาดูจากข่าว ฟังจากคำร่ำลือ แมนก็แทบหมดกำลังใจที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นเสียแล้ว
“ชั้นจะผ่านมันไปได้ยังไง ๆ”คำถามเดิมๆ ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของแมนจนเขาผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย…….……………….
เสียงกลองที่ดังกระหึ่ม ผสมผสานไปกับเสียงโหวกเหวกที่ดังมาจากทุกซุ้มทำให้บริเวณสนามหญ้าหน้ามหาวิทยาลัย เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
“น้องๆประมง ทุกคน ให้มาพร้อมกันที่ซุ้มห้า เดี๋ยวนี้ “
“เฟรชชี่ วนศาสตร์ รับข้าวห่อด้วย”
“ วี๊ดดดดดดดดดดดดด บู๊มมมม “ฯลฯ..ฯลฯ..ฯลฯ
เสียงอึงอลที่ดังอยู่รอบๆ ทำให้แมนยิ่งรู้สึกตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้วันนี้ เป็นวันที่เขาต้องเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัยคนเดียว โดยไม่มีแม่ หรือพี่สาวเดินจูงมือแมน เติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับการเป็นลูกคนเล็กและน้องชายคนเดียวของแม่และพี่สาวพ่อของแมน จากไปนานแล้ว ตั้งแต่แมนยังจำความไม่ได้
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่แม่ ทุ่มเทความรักให้เขาสุดจิตสุดใจพี่สาวที่มีอายุห่างจากเขาหลายปี เฝ้าดูแลเขา ราวกับไข่ในหินในชีวิตของแมน ไม่เคยพบกับความยากลำบากอะไรเลยตื่นเช้าเพราะมีคนปลุก อาบน้ำแต่งตัว มีแม่คอยช่วยทานอาหารที่วางรออยู่บนโต๊ะ และไปโรงเรียนโดยมีพี่สาวไปส่งทุกวันเย็นเมื่อเลิกเรียน พี่สาวจะเป็นคนไปรอรับที่หน้าโรงเรียนและพาเขากลับบ้าน เพื่อมาพบกับขนมหรือของว่างที่วางรออยู่ทานขนมเสร็จ เขาก็ออกไปเล่นกับเพื่อนๆใกล้ๆบ้าน จนถึงเวลาที่ต้องทำการบ้าน ทานอาหารและเข้านอนโลกนี้ของเขา ช่างน่าอยู่จริงๆ
แม่และพี่สาวดูแลเขา ราวกับเขามีอายุหยุดอยู่แค่เพียงห้าขวบคอยดูแล จัดหา และตระเตรียมทุกอย่างให้เขาแมนคิดไม่ออกว่า ปราศจากแม่และพี่สาวแล้ว เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
“ ไอ้อ้วน ยืนเหม่ออยู่หาอะไร รีบมุดๆเข้า คนหลังเขารออยู่”รุ่นพี่ที่ยืนคุมอยู่หน้าซุ้ม ตวาดเสียงดังลั่นเป็นครั้งที่สองเขาไม่รู้จริงๆ ว่ารุ่นพี่คนนั้น พูดกับเขา
เขาไม่คุ้นกับการถูกเรียกว่า”ไอ้อ้วน”หน้าตาของเขาเลอะเทอะไปด้วยการแต่งแต้ม ด้วยสีสัน อายแชโดว์และลิปติกมันไม่ได้ทำให้เขาดูสวยงามเลย นอกจากการปัดป้ายเพื่อให้เขาดูน่าขันจุกและแกะที่ถูกผูกอยู่รอบหัวโดยไม่ปราณีราศรัยว่าเส้นผมของเขาถูกดึงจนเจ็บน้ำตาแทบไหลโบว์และริบบิ้นต่างสี ผูกไว้กับจุก ยิ่งทำให้หน้าเลอะๆของเขา ดูน่าสมเพชมากขึ้นไปอีก
ไอ้ซุ้มอุบาทว์นี่ ช่างถูกออกแบบมาให้คลานได้ลำบากยากเย็นเหลือเกิน สำหรับคนที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากอย่างเขา การลงคลานสี่ขาในระยะทางขนาดนี้มันทำให้เขาเหนื่อยมากๆหัวที่เจ็บระบมไปหมดจากการถูกผูกผมกับใบหน้าที่คันยิบๆตลอดเวลาจากเครื่องสำอางค์ราคาถูกๆและสีสาระพัดชนิด ทำให้เขาต้องแค้นใจจนน้ำตาร่วงออกมาอย่างสิ้นอาย
“ อ้าว ร้องไห้ ซะแล้ว ไอ้อ้วน “ รุ่นพี่คนหนึ่ง สำราก
“ขี้แยอย่างนี้ แอ๊กกี้ไม่มีโว้ย”
“ถ้าสู้ไม่ไหว ก็กลับบ้านไปกินนมแม่ซะ”
แม่…..เขาคิดถึงแม่จับใจ ในนาทีนั้นนี่ ถ้ามีแม่อยู่ด้วย แม่คงไม่ปล่อยให้พวกนี้รังแกเขาอย่างนี้ถ้าแม่เห็นว่า เขาถูกพวกนี้ โขกสับยังไง แม่คงไม่ยืนดูอยู่เฉยแน่ๆแม่ ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องเขาแน่ๆ
“ ไอ้อ้วน ออกมานี่” คราวนี้ทุกคน หันมามองเขาเป็นตาเดียวกันแมน ค่อยๆ กระย่องกระแย่งลุกขึ้น แล้วเดินออกไปหน้าแถว
“ จะมาเป็นพวกเรา ต้องอดทน ต้องแข็งแกร่ง ต้องสู้”
“สู้ …ไม่สู้” …….” สู้! “
“สู้ …ไม่สู้” …….” สู้! “
“สู้ …ไม่สู้” …….” สู้! “
รุ่นพี่คนนั้นยังคงตะโกนปลุกใจน้องใหม่ทั้งหลายต่อไป โดยมีเสียงขานรับหนักแน่นดังออกจากปากน้องใหม่ทุกคนแน่ละ ก็ในเมื่อทุกคน มีรุ่นพี่ ยืนกระจายกันควบคุมอยู่ทั้งแถวอย่างนั้น จะมีใครกล้าแตกแถวนอกจากแมน…
แมนเพียงคนเดียว ที่ไม่ตะโกนคำว่า “ สู้ “ ออกมาเขายืนน้ำตาไหลอยู่หน้าแถว อยากให้วันนี้ จบลงโดยเร็วที่สุดคิดถึงแม่ใจจะขาด….แม่จ๋า
“ ไอ้อ้วน ออกไปขายโรตีหน้าแถวเดี๋ยวนี้ ขายโรตีน่ะ ทำเป็นมั๊ย”เขาเคยเล่นมาบ้านเหมือนกันจากการไปออกค่ายฤดูร้อนกับโรงเรียนและหลายครั้งกับการสมัครออกค่ายกับสถานีวิทยุบางแห่ง ที่จัดเป็นประจำการขายโรตีแบบนี้ มันดูน่าขำดีหรอก ถ้าเล่นกันเพื่อเป็นการสนุกไม่ใช่เพื่อเป็นการลงโทษประจานกันแบบนี้
“ โร….ตี……ส่ายไข่……โร …ตี…ส่าย .นม “ เสียงทุกคนช่วยกันร้อง โดยมีเขาเป็นคนเต้นอยู่คนเดียว
“ โร…ตี…ส่ายทั้งไข่….ส่ายทั้งนม “ เขาพยายามส่าย แต่เอวหนาๆของเขา ไม่เป็นใจเอาซะเลย
“อ้าว ไอ้อ้วน ทำไมไม่ส่าย” รุ่นพี่ตะคอก
“ ผมส่ายแล้ว” แมนเถียงทั้งน้ำตา
“ส่ายอะไร….ไหนๆ…มีใครเห็นไอ้อ้วนส่ายมั่ง”เงียบ !! ไม่มีใครตอบ
“งั้น…มาเต้นไก่ย่างกัน “
“ ไก่ย่างถูกเผา….ไก่ย่างถูกเผาเสียบก้นซ้าย …อ่ะ…เสียบก้นขวาร้อน…จริงๆ……ร้อน..จริงๆ..ร้อนจริงๆ “
“ไอ้อ้วน ทำไมไม่เต้นไก่ย่าง ห๊า !! แต่แล้ว ก่อนที่รุ่นพี่คนนั้น จะได้พูดอะไรต่อไปเสียงกริ่งบอกเวลาพักเที่ยง ก็ดังขึ้นมา
“ เอาละ ทุกคน ไปรับข้าวห่อที่หน้าเต๊นท์ แล้วกลับมาเจอกันที่นี่ เวลาบ่ายโมงเป๊ะ”
“ ไอ้อ้วน บ่ายโมงกลับมา มึงต้องเต้นไก่ย่างต่อ เป็นการแก้ตัว”
“ ถ้าเต้นไม่ได้ มึงตายแน่ เต้นเป็นมั๊ย ” รุ่นพี่ตะคอก
“ ผมเต้นไม่เป็นครับ”แมนพูดอ่อยๆ หวังความเมตตาเต็มที่แต่ดูเหมือนว่า รุ่นพี่คนนั้น เมามันเสียแล้ว กับการได้กลั่นแกล้งให้เขา เจ็บช้ำน้ำใจ
“ ถ้าเรื่องแค่นี้ ยังทำไม่ได้ “รุ่นพี่คนนั้น ยังคงคำรามต่อไป หลังจากที่ได้พล่ามจนน้ำลายแตกเป็นฟองฟ่อด จับเป็นกลุ่มขาวที่มุมปาก
“ มึงก็ไปตายซะเหอะ”……….……….………
แมน ไม่ทานข้าวเขาตัดสินใจอาศัยช่วงพักเที่ยง นั่งรถไฟฟ้าไปสถานีขนส่งแล้วซื้อตั๋วกลับบ้านทันทีพอกันที เขาจะไม่ยอมกลับไปร่วมพิธีการบ้าๆอย่างนั้นอีกแล้วถ้าไม่ได้เรียนที่นั่น ก็ชั่งหัวมันแต่เขาต้องตายแน่ๆ หากต้องไปยืนทำท่าอุบาทว์ๆแบบนั้น ให้ทุกคนหัวเราะเยาะทุกคน ที่เขาไม่รู้จักมาก่อน ทุกคนที่ไม่รักเขา ทุกคนที่ไม่มีใครเข้าอกเข้าใจเขาทุกคนที่ไม่มีใครเลย ที่จะเห็นใจ สงสารเขา…………..………..………….
.แมนนอนน้ำตาไหลเงียบๆอยู่คนเดียว นานแล้วเขาไม่เคยเสียใจอย่างนี้มาก่อนเลยแม่และพี่สาว ที่เคยเข้าอกเข้าใจเขา กลับกลายเป็นใครที่เขาไม่รู้จักทันทีที่แม่และพี่สาวเห็นเขากลับมาบ้าน ในชุดกางเกงยีนส์และเสื้อยืดของมหาวิทยาลัยทั้งสอง ทำหน้าราวกับเห็นผี
“ แมน !!……นี่แมนมาได้ยังไงกัน “
“วันนี้ มหาวิทยาลัย เค้าเปิดแล้วไม่ใช่หรือ “หลังจากที่เขาเล่าทุกอย่างให้แม่และพี่สาวฟัง.แทนที่เขาจะได้รับการเห็นอกเห็นใจและความเข้าอกเข้าใจอย่างที่หวังมันกลับกลายเป็นว่า ทั้งสอง โกรธเขา ที่ไม่อดทน
“ นี่มันอนาคตของแกนะ แมน “
“ แกจะหนีเรื่องแค่นี้ โดยยอมโยนอนาคตทิ้งไปอย่างนั้นหรือ”
“อะไรกัน เรื่องแค่นี้ ใครๆเขาก็ต้องเจอกันทุกคน ทำไมแกคนเดียว ที่ทนไม่ได้”…..….….
ไม่มีใครเข้าใจเขาเลยจริงๆไม่มีใครเลยจริงๆเขากดโทรศัพท์มือถือไปถึงเพื่อนๆในกลุ่มทุกคนสิทธิ์ หนูหิ่น และหมูก้อย คงอยู่ในพิธีรับน้องของมหาวิทยาลัย จึงไม่รับสายฟ้าใส ไม่เปิดเครื่อง เขาโทรฯไปที่บ้าน รับทราบว่า ฟ้าใส ไปออสเตรเลีย เพื่อติดต่อมหาวิทยาลัย
ปอนด์ รับโทรศัพท์ แต่แนะนำให้เขากลับไปที่มหาวิทยาลัย“ ถ้าแกทนแค่นี่ไม่ไหว แกก็ไม่ควรอยู่เป็นคนแล้วละ ไอ้แมน”ปอนด์พูดแรงๆ ตามนิสัย โดยไม่นึกเลยว่าเขากำลังต้องการคนปลอบใจไม่ใช่คนที่จะผลักหลังให้เขากลับไปสู่ความเจ็บปวดนั้นอีกแมน ปิดเครื่องโทรศัพท์ ล้มตัวลงนอนน้ำตาแห่งความคับแค้นใจหลั่งไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองราวกับความชอกช้ำได้บดขยี้ดวงใจของเขาจนกลายเป็นของเหลว แล้วหลั่งออกมาทางนัยน์ตาโลกเล็กๆใบนี้ ที่เคยอบอุ่น ที่เคยปลอดภัยบัดนี้ ไม่มีอีกแล้ว………..แมนปีนขึ้นไปบนเก้าอี้เชือกที่ผูกเอาไว้กับขื่อประตู บัดนี้ ถูกขดปลายอีกข้างให้เป็ห่วงเงื่อนตายมีขนาดใหญ่พอ ที่จะสอดหัวเข้าไปได้แมนเอาหัวสอดเข้าไป กระชับเชือกให้คล้องไปรอบคอเลื่อนเงื่อนปมให้หมุนไปอยู่ด้านหลังเชือกมีความยาวเพียงเล็กน้อยไม่พอแน่ที่จะทำให้เขายืนถึงพื้น น้ำตาไหลอาบแก้มเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้วเขาเอนตัวไปข้างหน้า แล้วถีบเก้าอี้ ให้ล้มไปด้านหลังแรงดึงดูดของโลกทำให้น้ำหนักตัวเกือบ 80 กิโลกรัม ของเขาตกลงเป็นแนวดิ่งสู่พื้นแต่ก่อนที่เท้าของเขาจะสัมผัสพื้นเชือกที่คล้องคอ ก็หมดระยะความยาวเชือกเส้นนั้น ทำหน้าที่หยุดการตกของเขาในทันทีแรงเฉื่อยของน้ำหนักตัวที่ตกลงมากระชากให้กระดูกก้านคอ หลุดออกจากกันในทันทีหลอดลมฉีกขาดกล่องเสียงแตกไขสันหลังที่ฝังตัวอยู่ในกระดูกสันหลังฉีกขาดออกจากกันพร้อมๆกับเส้นประสาทเส้นเลือดในสมองหลายเส้น ระเบิดออกเพราะความดันที่ทวีขึ้นในฉับพลันแมนรู้สึกเจ็บรอบคอบริเวณเชือกรัดอยู่ในเสี้ยววินาทีต่อมา เขารู้สึกถึงการฉีกขาดและแตกหักลมหายใจถูกกระแทกออกจากอกและไม่สามารถสูดเข้าได้อีกความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีกลายเป็นความรู้สึกเย็นซ่า กระจายไปทั่วร่างเจาไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไปร่างของเขา กระตุกอีกเล็กน้อย ด้วยการทำงานที่หลงเหลืออยู่ของประสาทและกล้ามเนื้อในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาร่างกายของแมนก็สงบนิ่งลิ้นถูกแรงกดของเชือก ดันออกมาจุกปากตาถูกแรงดันของของเหลวภายในดันจนถลนออกมานอกเบ้าเส้นเลือดที่แตก ปล่อยให้เลือดบางส่วนไหลออกมาทางหู และจมูกทวารหนักและเบา เปิดออกเพราะไม่มีการควบคุมอุจจาระและปัสสาวะ ไหลผ่านขากางเกง หยดเรี่ยราดลงสู่พื้น ส่งกลิ่นตามธรรมชาติของมันลาก่อน แม่ลาก่อน พี่สาวลาก่อน เพื่อนๆลาก่อน รุ่นพี่ใจร้าย และมหาวิทยาลัยที่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสลาก่อน ไก่ย่างลา….ก่อน……………ไก่ย่างถูกเผา….ไก่ย่างถูกเผาเสียบก้นซ้าย …อ่ะ…เสียบก้นขวาเสียบก้นซ้าย …เอ้า…เสียบก้นขวาร้อน…จริงๆ……ร้อนจริงๆ……ร้อนจริงๆ……………………….
Thursday, January 26, 2006
อันเนื่องมาจาก Koratech และ Dream Theatre

ผ่านไปแล้วครับเมื่อวันที่ 25 มกราคม กับงานคอนเสิร์ตของสุดยอดวง Progressive Metal ระดับโลกที่ยกพลกันมาครบทีมเพื่อมาโชว์ความสามารถอันสะเด็ดสะเด่าของพวกเขาที่อาจทำให้เหล่านักดนตรีทั้งหลายในไทยต้องกลับไปนั่งรำพึงกับตัวเองว่า "ข้าพเจ้าฝึกมาน้อยไป ต้องกลับไปฝึกวิชามาใหม่อีก 10 ปี"
งานคอนเสิร์ตครั้งนี้ผู้จัดหรือโต้โผในการจัดงานครั้งนี้คืออาจารย์ปราชญ์ ที่นักดนตรีรู้จักกันดีนั่นเอง บัตรราคาก็ไม่แพงครับถูกสุด 600 แพงสุด 3000 มั้งถ้าจำไม่ผิด บางคนอาจจะบอกว่าแพง หรือว่าวงอาไรหว่าไม่เห็นรู้จักเลยมันจะดีกว่า พี่Rain ตี๋หล่อเกาหลีกินเหล้าเกาเหลียงนอนเกาหลังกินเกาเหลาได้ยังไงฟะ แต่สำหรับผมแล้วผมคิดว่า นี่คือคอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบหลายๆปีที่ผ่านมาเลยนะครับ ด้วยฝีมือของพวกเขาซึ่งอาจจะทำให้คุณตะลึงอ้าปากค้างคิดว่า มันเล่นของมันได้ไงวะเนี่ยก็คุ้มแล้วนะครับ ใครที่ชอบดนตรีแล้วไม่ได้ไปดู น่าเสียดายครับและผมก็ต้องเสียดายแทนคุณด้วยเช่นกัน แต่ไม่ต้องมาอิจฉาผมหรอกนะครับ ทำไมน่ะหรือ ?
ผมเองก็ไม่ได้ดูไอ้วงบ้านี่เช่นกัน!!!
เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่ว่าเมื่อก่อนสิ้นปีไอ้เพื่อนแทนของผมไปได้งานแปลสัญญาของKoratech มาก็แบ่งกันคนละครึ่งได้คนละ 4500 บาท ซึ่งมันจะทำให้ผมมีเงินไปซื้อตั๋วได้ ตอนแรกเราก็คิดว่ากันว่าหมูมากแค่คนละ 15 หน้าเท่านั้น แต่ที่ไหนได้ แม่งๆโครตยากเลยในสัญญามันมีแต่คำศัพท์ทางวิศวกรรมโยธา อย่างไอ้คำว่า commissioning มันแปลว่า กระบวนการทดลองเดินเครื่องจักรก่อนการตรวจรับงานที่จ้างตามสัญญา เอากะมันสิคำนี้ผมใช้เวลาตั้งหลายวันกว่าจะไปหาเจอในดิกได้ จริงๆแล้วมันก็มีอีกเยอะครับที่เห็นศัพท์มันแล้วอยากจะกระโดดน้ำตายหรือตบกบาลตัวเองให้หายโง่เสียที เช่น civil work ครับเป็นไงอ่านแล้วน่าจะเข้าใจไม่ยากนะครับ แต่กว่าจะหาคำไทยที่เหมาะๆได้ก็แทบแย่ ตอนผมเจอคำนี้ผมก็จนปัญญาเลยถามเพื่อนผม (ไอ้แทนนั่นแหละ)ว่ามันคืออะไรมันดันตอบมาอย่างภาคภูมิใจพร้อมกับยักคิ้วว่า civil แปลว่า แพ่ง work แปลว่า งาน ดังนั้นมันก็คืองานแพ่ง ขอบคุณนะมึง ผมเองก็เกือบๆจะแปลลงไปว่างานแพ่งแล้ว แต่เผอิญไปเปิดดิกทางวิศวะเข้าซึ่งมันแปลว่า งานโยธา ดีนะเนี่ยที่เจอไม่งั้นคนรู้เรื่องอ่านคงขำเราแย่ แต่ในที่สุดงานก็เสร็จจนได้แทนก็รับช่วงต่อจากผม ซึ่งมันก็ประสบปัญหาอย่างเดียวกับผมเช่นกันแต่ด้วยความสามารถทางภาษาปะกิดที่มากกว่าผมมันก็ทำเสร็จแล้วก็ส่งไปครับแล้วก็รอเงินกัน รอ................ รอ................ รอ................ รอ................ ก็ยังไม่ได้ค่าแปลครับจนใกล้จะมีคอนเสิร์ตแล้วมันก็ยังไม่ได้โอนเงินมาสุดท้ายได้ความว่าต้องแก้งานเล็กน้อย เราก็เลยต้องแก้แล้วส่งไปอีก แทนส่งงานไปเมื่อวันจันทร์จนบัดนี้วันที่กะลังเขียนอยู่นี่เงินก็ยังไร้วี่แววที่จะได้ ผมเลยอดดูคอนเสิร์ตวงนี้เลย
บัดซบๆๆๆๆๆๆๆ ฮืออออออออ กูจะฆ่ามึง!!!!!!!!
Wednesday, January 18, 2006
Friday, December 30, 2005
Dream of Mirrors
Dream Of Mirrors[Gers, Harris]
Have you ever felt the future is the past, but you don't know how...?
A reflected dream of a captured time, is it really now, is it really happening?
Don't know why I feel this way, have I dreamt this time, this place?
Something vivid comes again into my mind
And I think I've seen your face, seen this room, been in this place
Something vivid comes again into my mind
All my hopes and expectations, looking for an explanation
Have I found my destination? I just can't take no more
The dream is true, the dream is trueThe dream is true,
the dream is true
Think I've heard your voice before, think I've said these words before
Something makes me feel I just might lose my mind
Am I still inside my dream? Is this a new reality
Something makes me feel that I have lost my mind
All my hopes and expectations, looking for an explanation
Coming to the realization that I can't see for sure
I only dream in black and white, I only dream cause I'm alive
I only dream in black and white, to save me from myself
I only dream in black and white, I only dream cause I'm alive
I only dream in black and white, please save me from myself
The dream is true, the dream is trueThe dream is true, the dream is true
I get up put on the light, dreading the oncoming night
Scared to fall asleep and dream the dream again
Nothing that I contemplate, nothing that I can compare
To letting loose the demons deep inside my head
Dread to think what might be stirring, that my dream is reoccurring
Got to keep away from drifting, saving me from myself
I only dream in black and white, I only dream cause I'm alive
I only dream in black and white, to save me from myself
I only dream in black and white, I only dream cause I'm alive
I only dream in black and white, to save me from myself
Lost in a dream of mirrors, lost in a paradox
Lost and time is spinning, lost a nightmare I retrace
Lost a hell that I revisit, lost another time and place
Lost a parallel existence, lost a nightmare I retrace
I only dream in black and white, I only dream cause I'm alive
I only dream in black and white, to save me from myself
I only dream in black and white, I only dream cause I'm alive
I only dream in black and white, to save me from myself
I only dream in black and white, I only dream cause I'm alive
I only dream in black and white, to save me from myself
I only dream in black and white, I only dream cause I'm alive
I only dream in black and white, to save me from myself
The dream is true, the dream is trueThe dream is true, the dream is true
Friday, November 25, 2005
เด็ดบัวไม่ไว้ใยหักอาลัยไม่ไว้เยื่อ
"จะเด็ดบัวไม่ไว้ใย
จะหักอาลัยไม่ไว้เยื่อ
รักยังฝังจิตต์ไม่คิดเบือนเบื่อ
รักล้น รักเหลือ
มีเยื่อมีใย ฝังใจไม่ลืม
ดาวเคลื่อนเดือนคล้อย
ใช่รักเราลอยคล้อยเคลื่อนเมื่อไร
สายลมพัดชื่นระรื่นหัวใจ
ทำให้โหยไห้
นึกหวนทวนหลังยังจำ
ไม่น่าจะลืมเลย
รักเราเคยชื่นฉ่ำ
รักร้างแรมรา พาให้ระกำ
ทุกเช้าทุกค่ำ
จะร่ำแต่น้ำตานอง………….."
ผมไปเจอกลอนนี้ในสมุดไดอารี่เก่าผม
เพราะจังเลยชอบมาก
ถ้ารู้ว่าใครแต่งช่วยบอกด้วยนะครับ
จะหักอาลัยไม่ไว้เยื่อ
รักยังฝังจิตต์ไม่คิดเบือนเบื่อ
รักล้น รักเหลือ
มีเยื่อมีใย ฝังใจไม่ลืม
ดาวเคลื่อนเดือนคล้อย
ใช่รักเราลอยคล้อยเคลื่อนเมื่อไร
สายลมพัดชื่นระรื่นหัวใจ
ทำให้โหยไห้
นึกหวนทวนหลังยังจำ
ไม่น่าจะลืมเลย
รักเราเคยชื่นฉ่ำ
รักร้างแรมรา พาให้ระกำ
ทุกเช้าทุกค่ำ
จะร่ำแต่น้ำตานอง………….."
ผมไปเจอกลอนนี้ในสมุดไดอารี่เก่าผม
เพราะจังเลยชอบมาก
ถ้ารู้ว่าใครแต่งช่วยบอกด้วยนะครับ
Thursday, November 3, 2005
วิธีฆ่าเวลาทำงานแปดชั่งโมงโดยไม่ถูกไล่ออก
หวัดดีกันอีกครั้งครับ
วันนี้เป็นวันทำงานหลังจากที่ผมยื่นใบลาออกกับเจ้านายผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว(ไว้วันหลังผมจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง)ซึ่งแน่นอนวันนี้ผมรู้สึกว่าผมนี้ช่างว่างเสียนี่กระไรเพราะว่างานโดยมากผมก็ทำเสร็จไปเกือบหมดแล้ว อีกอย่างเขาคงไม่ค่อยอยากจะจ่ายงานผมเท่าไรนักหรอกครับ ก็จะออกอยู่แล้วนี่หว่า ผมคิดว่าเขาคงกลัวว่าถ้าให้ผมทำงานมากๆแล้วจู้จี้กะผมผมอาจจะพาลไม่ทำมันเลยมั๊ง
มาว่ากันที่เรื่องที่ผมอยากจะบอกท่านๆกันวันนี้ดีกว่านะครับ
ผมเชื่อว่าหลายๆคนเวลาทำงานไม่ว่าท่านจะชอบงานของท่านขนาดไหนมันก็ต้องมีช่วงที่เรารู้สึกแบบว่า แม่ง!เบื่อจังเว้ยกันบ้างล่ะน่า สาเหตุอาจจะมาจากงานเยอะมากไป งานน้อยไป เจ้านายด่า ทะเลาะกะเพื่อน ด่าเลขาฯ หรือว่าขี้เกียจ อะไรทำนองนี้
แน่นอนมันทำให้ท่านไม่อยากทำงาน แต่ ท่านต้องทำงาน เข้าใจใช่ไหมครับ? ทีนี้เมื่อเราไม่อยากทำงานแต่เราต้องทำงานมันก็ต้องมีกลยุทธ์กันหน่อยเพื่อที่เราจะได้ฆ่าเวลาไปพลางๆและไม่ให้เป็นที่ต้องสงสัยได้ครับ
วิธีการทำงานโดยไม่ต้องออกแรง
สิ่งที่ท่านต้องมี
1 .โต๊ะทำงานในมุมลับตา
2. หน้าต่างหรือนาฬิกาใหญ่ๆ
3. ความสามารถในการแสดง
สิ่งของพวกนี้จำเป็นมากครับเวลาที่เราจะต้องแสดงว่ากูกะลังตั้งใจทำงานให้มึงเห็นอยู่นะว้อยซึ่งจริงๆเราไม่ได้ทำหรอก ตัวอย่างที่ท่านทำได้ก็เช่น มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย จ้องมองนาฬิกาไปนานๆ ฮัมเพลงเบาๆ ถอนหายใจเป็นพักๆ หรือว่าฝันกลางวัน แต่ถ้าเบื่อมากผมแนะนำให้หาพวกอุปกรณ์ทำเล็บมาใช้งานก็จะได้รับความเพลิดเพลินไปอีกแบบครับ
การกินกาแฟให้ถูกวิธี
ผมว่ามันแปลกนะที่ทุกคนเมื่อทำงานแล้วต้องกินกาแฟ ไม่เข้าใจเหมือนกัน(ยังไงพี่โตช่วยทำวิจัยที)ผมเองก็ต้องกินกาแฟไปกะเค้าด้วย ซึ่งไอ้การกินกาแฟนี้ก็มีวิธีให้ท่านอู้ได้ อย่าครับอย่าเตรียมกาแฟซองเทใส่แก้วแล้วไปกดน้ำร้อน อย่างนั้นมันรวดเร็วเกินไปไม่มีศิลปะมาดูตามวิธีของผมดีกว่า
1. เดินไปดูว่ามีน้ำร้อนรึป่าวน้ำเดือดรึยัง ถ้ายังก็เติมน้ำแล้วนั่งรอ
2. เดินกลับมาเอาถ้วยกาแฟส่วนตัวที่โต๊ะ
3. เอาถ้วยกาแฟไปล้างค่อยๆเช็ด
4. ชงกาแฟ คนช้าๆ
5. ค่อยๆเป่ากาแฟ
6. ค่อยๆจิบกาแฟ ที่สำคัญอย่าไปกินแต่กาแฟ ท่านต้องมีของกินคู่กับกาแฟด้วยพวกแซนวิช โดนัท จะได้ค่อยๆละเลียดไปกินไป
ถามตัวเองเสมอเกี่ยวกับเรื่องงาน
1. ตรวจทานงานรึยัง?
2. ตรวจอีกทีรึยัง?
3. ตรวจซ้ำอีกรอบรึยัง? ฝึกให้เป็นนิสัย
1. กดปุ่มทุกปุ่มในลิฟท์
2. ยืมเครื่องเขียนเพื่อนไปนานๆพอเขามาทวงก็เดินไปคืนแล้วก็ขอโทษแม่งอยู่นั่นแหละ
3. เมื่อมีคนโทรมาหาเราให้รอสายสักครู่เดินไปเข้าห้องน้ำก่อน แล้วกลับมาคุย
ข้อห้ามเด็ดขาด
อย่าเดินไปไหนมาไหนด้วยตัวเปล่าๆให้ถือกระดาษไปด้วยซักแผ่นสองแผ่น เหมือนกับกูรีบกูกะลังตั้งใจทำงานนะ รับรองไม่มีใครจับพิรุธได้
นั่นแหละครับคือทั้งหมดใครที่เซ็งกะงานก็ลองเอาวิธีนี้ไปใช้นะครับ
ขอพลังจงอยู่กับคุณ
Tuesday, November 1, 2005
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน
พระพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน...........
พุทธโอวาทก่อนปรินิพพานนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานแก่พระอานนท์ผู้เป็นพระอุปัฏฐากและพระภิกษุคราที่ทรงปรงพระชนมายุสังขารออกเดินทางด้วยพระบาทเปล่าจากปาวาลเจดีย์ไปยังกรุงกุสินาราสถานที่ปรินิพพานตลอดพระชนมชีพ พระพุทธเจ้าหาได้ทรงท้อแท้หรือเหน็ดเหนื่อยต่อการเผยแพร่ธรรมไม่ยังทรงประกาศพระธรรมอันประเสริฐที่ทรงค้นพบด้วยพระองค์เองแก่พุทธบริษัท 4ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้คราเมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงปาวาลเจดีย์ ได้ประทับอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีเงาครึ้มต้นหนึ่งโดยมีพระอานนท์หมอบลงที่พระบาทมูลแล้วทูลว่า
“ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์อาศัยความกรุณาแก่ข้าและหมู่สัตว์จงดำรงพระชนมชีพต่อไปอีกเถิดอย่าเพิ่งด่วนปรินิพพานเลย ”กราบทูลเท่านี้แล้วพระอานนท์ก็ไม่ทูลอะไรต่อไปอีกเพราะโศกาดูรท่วมท้นหทัย“
อานนท์เอ๋ย ” พระศาสดาตรัสพร้อมทอดทัศนาการไปเบื้องหน้าอย่างสุดไกลลีลาอันเด็ดเดี่ยวฉายออกมาทางพระเนตรและพระพักตร์ “เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตถาคตกลับใจตถาคตจะต้องปรินิพพานในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ อีกสามเดือนข้างหน้านี้ อานนท์เราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่เธอพอเป็นนัยมาไม่น้อยกว่า 16 ครั้งแล้วว่าคนอย่างเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดีถ้าประสงค์จะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์หรือมากกว่านั้นก็พออยู่ได้ แต่เธอหาเฉลียวใจไม่ได้ทูลอะไรเราเลยเราตั้งใจไว้ว่าในคราวก่อนๆนั้นถ้าเธอทูลให้เราอยู่ต่อไปเราจะห้ามเสียสองครั้งพอเธอทูลครั้งที่สามเราจะรับอาราธนาของเธอแต่บัดนี้ช้าเสียแล้ว เรามิอาจกลับใจได้อีก”
“ อานนท์เอ๋ย ” บัดนี้สังขารอันเป็นเหมือนเกวียนชำรุดนี้เราได้สละแล้วเรื่องที่จะดึงกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้นไม่ใช่วิสัยแห่งตถาคต....บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดาหลีกเลี่ยงไม่ได้ อานนท์เอ๋ย ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดสิ่งทั้งหลายมีความแตกดับไปสลายไปเป็นธรรมดาจะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้นเป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปเคลื่อนไปสู่จุดสลายตัวทุกขณะ ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลเป็นพื้นฐานที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ประหนึ่งแผ่นดินเป็นสิ่งที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลาย เป็นต้นว่าพฤกษาลดาวัลย์มหาสิงขรและสัตว์จตุบททวิบาทนานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจย่อมอยู่สบายมีความปลอดโปร่งเหมือนเรือนที่บุคคลปัดกวาดเช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ คือ ความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้นเป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ เหมือนเรือนที่มีฝาผนังมีประตูหน้าต่างปิดเปิดเรียบร้อย มีหลังคาป้องกันลม แดดและฝน ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ ฝนตกก็ไม่เปียกแดดออกก็ไม่ร้อนฉันใด บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิก็ฉันนั้น ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวายเมื่อลม แดดและฝนกล่าวคือโลกธรรมแผดเผา กระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่าสมาธิอย่างนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันย่ำยี และเชือดเฉือนกิเลสอาสวะให้เบาบางและหมดสิ้นไป ”
“ อันว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสอยู่โดยปกติ แต่เศร้าหมองไปเพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลสนานาชนิด ศีลสมาธิและปัญญา เป็นเครื่องฟอกจิตให้ขาวสะอาดดังเดิม จิตที่ฟอกด้วยศีล สมาธิและปัญญาย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์ 8 ประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลายบท 4 คืออริยสัจประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดี ประเสริฐที่สุดบรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด มรรคมีองค์ 8นี่แลเป็นไปเพื่อทัศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์ 8 นี้อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไปตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติดังนี้พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร
”--------------------------------------------
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฐิ คือความยึดมั่นเรื่องของตนเสีย ด้วยประการฉะนี้เธอจะเบาสบายคลายทุกข์คลายกังวลไม่มีความสุขใดยิ่งกว่าการปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ด้วยตัวเรานี้เองตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลยมนุษย์ได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตามแต่ก็ตามไม่เคยทันการแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้นเป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อยเหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียวมนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกินและเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือดวงจิตที่ผ่องแผ่ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรนเรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา เรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ภาระที่ต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องที่ใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้วในหมู่ชนที่เพ่งแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลาไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตาเขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆกันนั้นเขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง”
“ ภายในอาคารมหึมาประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์ มีลมพัดเย็นสบายแต่สถานที่เหล่านั้นมักบรรจุไปด้วยคนที่มีจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นอันมากภาวะอย่างนั้นจะมีความสุขสู้ผู้มีใจสงบที่อยู่โคนไม้ได้อย่างไร ”
“ ความสุขนั้นอยู่ที่ความรู้สึกทางใจเป็นสำคัญ อย่างพวกเธออยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจแม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้ ก็มีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่าแน่นอนทีเดียวคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนี้มิใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุขสงบเยือกเย็น ปราศจากความเร่าร้อนกระวนกระวาย ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภและยศนั้นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละละวางได้ จึงแย่งลาภและยศกันอยู่เสมอเหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่าเหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วยหรือเหมือนไก่ที่แย่งไส้เดือนกัน จิกตีกัน ทำลายกันจนพินาศกันทั้งสองฝ่าย น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนักถ้ามนุษย์ในโลกนี้ลดความโลภลง มีการเผื่อแผ่เจือจานโอบอ้อมอารี ถ้าเขาลดโทสะลง มีความเห็นอกเห็นใจกันมีเมตตากรุณาต่อกัน และลดโมหะลง ไม่หลงงมงาย ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาและดำเนินชีวิตโลกนี้จะน่าอยู่อีกมาก แต่ช่างเขาเถิดหน้าที่โดยตรงและเร่งด่วนของเธอ คือ ลดความโลภความโกรธและความหลงของเธอเองให้น้อยลง แล้วจะประสบความสุขเยือกเย็นขึ้นมาก เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใดความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ยิ่งเจริญก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจดูแล้วความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์ยังสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้ที่มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ ดูอย่างเช่น ฝูงวิหกนกกา มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกันแต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่จะที่ต้องแบกไว้ คือ เรื่องกาม เรื่องกินและเรื่องเกียรติ สัตว์เดรัจฉานตัดไปได้อย่างหนึ่งคือเรื่องเกียรติ คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกินนักพรตอย่างพวกเธอนี้ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องกาม คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียวแต่การกินอย่างนักพรตกับการกินของผู้บริโภคกามก็ดูเหมือนจะบริโภคแตกต่างกันอยู่ผู้บริโภคกามและยังหนาแน่นอยู่ด้วยโลกียวิสัย บริโภคเพื่อยุกามให้กำเริบจะต้องกินให้มีเกียรติกินให้สมเกียรติ มิได้กินเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะความจริงร่างกายคนเราไม่ได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก เมื่อหิวก็ต้องการอาหารบำบัดความหิวเท่านั้นแต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย จึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างเกียรติยศ และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วงคนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้แต่จำเป็นต้องทำ เหมือนโคหรือควายซึ่งเหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถแต่จำใจต้องลากมันไป อนิจจา ”
------------------------------------------
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เครื่องจองจำที่ทำด้วยเชือก เหล็กหรือโซ่ตรวนใดๆเราไม่กล่าวว่าเป็นเครื่องจองจำที่แข็งแรงทนทานเลย แต่เครื่องจองจำ คือ บุตรภรรยาและทรัพย์สมบัตินี่แลตรึงมัดรัดผูกสัตว์ให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุด เครื่องผูกที่ผูกหย่อนๆคือ บุตร ภรรยาและทรัพย์สมบัตินี่เอง รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะเป็นเหยื่อของโลกเมื่อบุคคลยังติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั้น เขาจะพ้นจากโลกมิได้เลย ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นดอกไม้กลิ่นจันทน์ไม่สามารถหอมหวนทวนลมได้แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณความดีงามของสัตบุรุษนั้นแล สามารถจะหอมไปได้ทั้งตามลมและทวนลมคนดีย่อมมีเกียรติคุณฟุ้งขจรไปได้ทั่วทุกทิศ กลิ่นจันทน์แดง กลิ่นอุบล กลิ่นดอกมะลิจัดว่าเป็นดอกไม้กลิ่นหอม แต่ยังสู้กลิ่นศีลไม่ได้ กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นทั้งมวลถ้าภิกษุหวังจะให้เป็นที่รักที่เคารพ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีแล้วพึงเป็นผู้ทำตนให้สมบูรณ์ด้วยศีลเถิด ”
“ สัตว์โลกเมื่อเกิดมาย่อมนำความทุกข์ติดตัวมาด้วย ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออกความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งดิ้นรนกลับกลอกง่าย บางคราวปรากฏเหมือนช้างตกมันพวกเธอจงเอาสติเป็นขอเหนียวรั้งช้าง คือจิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดและควรแก่การสรรเสริญนั้นคือผู้ที่สามารถเอาชนะตนของตนเองไว้ในอำนาจได้สามารถเอาชนะตนเองได้ ผู้ชนะตนได้ชื่อว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม เธอทั้งหลายจงเป็นยอดนักรบในสงครามเถิดอย่าเป็นผู้แพ้เลย ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัวอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกันเพราะเห็นว่าพอสู้กันได้แต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งด้อยกว่าตนได้ เราเรียกความอดทนนั้นว่าสูงสุด ผู้มีความอดทน มีเมตตาย่อมเป็นผู้มีลาภ มียศ อยู่เป็นสุข เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อลืมตาขึ้นดูโลกเป็นครั้งแรกเราก็ร้องไห้พร้อมกำมือไว้แน่นเป็นสัญลักษณ์ว่าเกิดมาเพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ แต่เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้นทุกคนแบมือออกเหมือนจะเตือนให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึกและเป็นพยานว่าเขามิได้เอาอะไรไปด้วยเลย ”
“ เมื่อหัวใจยึดไว้ด้วยความรัก หัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นอย่างเจิดจ้า แต่ทุกครั้งที่เราหวังความผิดหวังก็จะรอเราอยู่ ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าไม้จันทน์แม้จะแห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่น อัศวินก้าวลงสู่สนามก็ไม่ทิ้งลีลาอ้อยแม้เข้าสู่เครื่องยนต์แล้วก็ไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ประสบความทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตระหนี่ลาภเป็นความโง่เขลา เหมือนชาวนาที่ตระหนี่ไม่ยอมหว่านพันธุ์ข้าวลงในนาข้าวเปลือกที่หว่านลงแล้วหนึ่งเมล็ดย่อมให้ผลหนึ่งรวงฉันใด ทานที่บุคคลทำแล้วก็ฉันนั้นย่อมมีผลมากผลไพศาล คนดีมีทรัพย์แล้วย่อมบำรุงมารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ให้เป็นสุขบำรุงสมณะพรหมาจารย์ให้เป็นสุข เปรียบเสมือนสระโบกขรณีอันอยู่ไม่ไกลจากบ้านหรือนิคม มีท่าลงเรียบร้อยสะอาดเยือกเย็น น่ารื่นรมย์ มหาชนย่อมได้อาศัย นำไปอาบดื่มและใช้สอยตามต้องการโภคทรัพย์ของคนดีย่อมเป็นดังนี้ หาอยู่โดยเปล่าประโยชน์ไม่ ”
“ การเสียสละนั้น คือการได้มาซึ่งผลอันเลิศในบั้นปลาย ผู้ไม่ยอมเสียสละอะไรย่อมไม่ได้อะไร จงดูเถิดมนุษย์ทั้งหลายรดน้ำต้นไม้ที่โคนแต่ต้นไม้นั้นย่อมให้ผลที่ปลาย ”
“ บุคคลไม่ควรประมาทว่าบุญหรือบาปเพียงเล็กน้อยจะไม่ให้ผลหยาดน้ำที่ไหลลงทีละหยดยังทำให้แม่น้ำเต็มได้ฉันใด การสั่งสมบุญหรือบาปเพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นผู้สั่งสมบุญย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยบุญ ผู้สั่งสมบาปย่อมเพียบแปล้ไปด้วยบาป ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันร่างกายนี้สะสมแต่ของสกปรกโสโครก มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้งเก้ามีช่องหูช่องจมูก เป็นต้น เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด เป็นรังแห่งโรคเป็นที่เก็บโรค อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่างๆเข้าไว้แล้วซึมออกมาเสมอๆเจ้าของกายจึงต้องชำระล้าง ขัดถูวันละหลายๆครั้ง เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียวหรือสองวันกลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่น่ารังเกียจ เป็นของน่าขยะแขยง ”
“ ดูกรอานนท์ บิณฑบาตทานที่มีอานิสงส์มาก มีผลไพศาล คือ เมื่อนางสุชาดาถวายเราก่อนตรัสรู้ครั้งหนึ่งและอีกครั้งหนึ่งที่จุนทะถวายนี้ ครั้งแรกเสวยอาหารของสุชาดาแล้วตถาคตก็ถึงซึ่งกิเลสนิพพานครั้งหลังนี้เสวยอาหารของจุนทะบุตรนายช่างทอง แล้วเราก็นิพพานด้วยขันธ-นิพพาน คือ ดับขันธ์อันเป็นวิบากที่ยังเหลืออยู่ ถ้าใครๆจะพึงตำหนิจุนทะ เธอพึงกล่าวให้เขาเข้าใจตามนี้ถ้าจุนทะพึงจะเดือดร้อนใจ เธอพึงกล่าวปลอบให้เขาหายกังวลใจเสียอาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเรา ”
“ อานนท์เอ๋ย พึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าธรรมวินัยอันใดที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้วขอให้ธรรมวินัยอันนั้นจงเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราต่อไป ”
“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่าสิ่งทั้งปวงมีเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด ”
ย่างเข้าปัจฉิมยาม ณ ใต้ต้นสาละคู่แห่งกุสินารานครมีพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงปรินิพพานอยู่ในที่นั้นและพรั่งพร้อมด้วยพุทธบริษัทเนืองแน่นเป็นปริมณฑลทอดไกลสุดสายตา พระธรรมที่พระองค์ทรงพร่ำสอนมาตลอดพระชนมชีพว่าสัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุดนั้น เป็นสัจธรรมที่ไม่ยกเว้นแม้แต่พระองค์เอง
คุยกานหน่อย
ผมลืมบอกทุกท่านไปว่า บล็อกของผมบางทีผมอาจจะโพสเรื่องบ้าๆบอๆ
บางทีผมอาจจะโพสเรื่องสาระ วิชาการจัด เรื่องปรัชญา หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่
ยังไงก็ช่วยติดตามด้วยนะครับ
ป.ล.บางเรื่องถ้ามันหยาบมากๆก็ให้อภัยผมด้วยนะคร้าบ
บางทีผมอาจจะโพสเรื่องสาระ วิชาการจัด เรื่องปรัชญา หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่
ยังไงก็ช่วยติดตามด้วยนะครับ
ป.ล.บางเรื่องถ้ามันหยาบมากๆก็ให้อภัยผมด้วยนะคร้าบ
Subscribe to:
Posts (Atom)




